untitled

posted on 07 Feb 2009 12:19 by kung100

บ้านนี้ยินดีต้อนรับเป็นเพื่อนกันแล้วนะ

 

edit @ 7 Feb 2009 12:19:45 by kung100

edit @ 7 Feb 2009 12:20:03 by kung100

my life

posted on 28 Jan 2009 00:57 by kung100
My Life Print E-mail
          คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ฉันได้คิดทบทวน  ถึงชีวิตที่ผ่านมา  หลังจากไม่ได้คิดถึงมานานกับเหตุการณ์เจ็บป่วยที่พลิกผันชีวิต ไปอย่างมากมาย

          ในสมัยเด็ก  ฉันดูเป็นเด็กฉลาดเฉลียว  พ่อแม่จะบังคับออกกฎให้ต้องอ่านหนังสือก่อนออกไปเล่นทุกวัน  แต่ฉันก็หนีเป็นประจำ  ทำให้โดนไม้เรียวเสมอ   ถึงกระนั้นก็ตาม การเรียนของฉันอยู่ในเกณฑ์ดีมาตลอด


          ฉันสามารถสอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดและอยู่ห้องคิงตลอด  จนจบชั้นม.6  ทั้งยังสามารถสอบโควต้าเข้ามหาวิทยาลัยที่มีต้นนนทรีเป็นสัญลักษณ์  แต่นั่นไม่ใช่คณะที่ฉันใฝ่ฝัน  ทางบ้านบอกให้เรียนไปเถอะ  เพราะถ้าหากสละสิทธิ์ออกมาสอบเอ็นทรานซ์แล้วหากสอบไม่ติด ฉันจะมีปัญหาแน่ๆ ฉันจึงยอมเรียนคณะนี้

          จากระบบการเรียนแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน   ต้องเรียนด้วยตัวเองในระบบมหาวิทยาลัย การทำกิจกรรมรับน้อง ซึ่งในสมัยนั้นรุนแรงมาก ทำให้ฉันปรับตัวไม่ค่อยได้  ผลที่ตามมา คือ การเรียนตก จากที่เคยได้เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3  แต่ในปี 1 เทอมแรก ฉันทำได้แค่ 1.44 เท่านั้นเอง นั่นคือโปรต่ำของมหาวิทยาลัย  หากไม่ทำให้เป็นโปรสูงแล้ว มีสิทธิ์ต้องหลุดจากสภาพการเป็นนิสิต

          ฉันรู้สึกช็อคกับผลการเรียน  นี่เป็นสาเหตุครั้งแรกที่ทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนไป  ฉันปรึกษา พ่อ  แม่  พี่สาว แต่ดูเหมือนพวกเขาไม่เข้าใจ 

          พ่อบอกว่า ”อ่านหนังสือเยอะๆ เดี๋ยวก็สอบได้” แต่พ่อไม่ได้เยียวยาสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ของฉัน  แม่ช่วยอะไรฉันเรื่องเรียนไม่ได้ เพราะแม่จบแค่ ป.4  พี่สาวได้งานทำในต่างจังหวัด เสาร์อาทิตย์ถึงได้เจอกันที ก็ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่

         จากความเก็บกดตรงนี้  ทำให้ฉันหาทางออกโดยการเที่ยวกลางคืน  ดื่มเหล้า  สูบบุหรี่  เริ่มโกหกที่บ้านเอาเงินไปเที่ยว  วางแผนจะสอบเอ็นทรานซ์ใหม่  ไปเรียนพิเศษ  โกหกเพื่อน ปู่ และญาติว่าจะเอาเงินไปลงทุน  ทำให้มีหนี้สินตามมามากมาย  อารมณ์ของฉันเกรี้ยวกราดขึ้นทุกวัน ไม่ฟังใคร ขนของส่วนตัวออกจากบ้าน จะไปหาที่อยู่ใหม่ ไม่อยากอยู่บ้าน ผลสุดท้ายไปโดนจับเรื่องขโมยของ  ที่บ้านจึงตามตัวเจอและก็ใช้หนี้ก้อนโตให้ฉัน
 
          ช่วงที่อาการขาขึ้นนี้เป็นอยู่ประมาณ 5-6 เดือน หลังจากนั้น ฉันก็สงบนิ่งเป็นปกติเหมือนเดิม   กลับมาเป็นเด็กดี  ตั้งใจเรียนจนจบปริญญาตรีคณะประมง ตอนนั้นมีงบมิยาซาว่า ฉันจึงได้ทำงานในกรมประมง ด้วยแววความฉลาดและขยัน หัวหน้างานจึงเล็งไว้ว่า จะจ้างฉันต่อหลังจากหมดงบมิยาซาว่า
 
          เคราะห์ก็ซ้ำเป็นรอบที่ 2 ช่วงเวลาการทำงาน ฉันมีแฟนและแฟนฉันมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานในกลุ่ม ทำให้ถูกบีบคั้นตลอด  อีกทั้งที่บ้านแฟนก็เล่นคุณไสยฯ ใส่แฟน ทำให้ฉันพลอยโดนไปด้วย     ครั้งนี้ฉันมีอาการพูดจาน้อยลง  หวาดกลัว นั่งจับผมและห้ามไม่ให้พ่อแม่ไปที่กรมประมง  ฉันหยุดงานมาดื้อๆ ทิ้งงานส่วนที่ฉันรับผิดชอบมาเฉยๆ ทำให้ประวัติฉันเสียที่กรมประมง จนไม่สามารถกลับไปทำได้อีก นอกเสียจากสอบรับราชการเข้าไปได้

          ครั้งนี้แม่พาฉันไปหาหมอที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ฉันกินยาได้ 2 เดือน อาการดีขึ้น แล้วก็ไม่ได้กินยาต่อเนื่อง  เพราะคิดว่า ฉันไม่ได้เป็นอะไร ต่อมาฉันสมัครทำงานอีกครั้ง และได้กลับไปทำงานในมหาวิทยาลัยที่เรียนมา แต่ต้องไปอยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์

          บรรยากาศในที่ทำงานแย่มาก เพราะมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ตอนแรกฉันก็อยู่กับพวกกลุ่มใหญ่ และก็ได้พบรักใหม่ด้วย  แต่แล้วฉันต้องผิดใจกับพวกกลุ่มใหญ่ ทำให้ต้องอยู่โดดเดี่ยว สภาพจิตใจเริ่มแย่ งานที่รับผิดชอบก็มากขึ้นเรื่อยๆเพราะเป็นถึงรองหัวหน้าสถานี  ประจวบเหมาะกับแฟนฉันตัดสินใจไปต่างประเทศกะทันหัน 

          วันที่ฉันรู้ว่าวีซ่าของแฟนผ่าน  ฉันช็อคอีกหน  คราวนี้หนักกว่าทุกครั้ง ไม่พูดไม่จากับใครเลย เก็บตัว ไม่ทำอะไรเลย สภาพที่อยู่ในตอนนั้น เหมือนกับรังหนู เสื้อผ้าไม่ซัก ไม่อาบน้ำ จนที่ทำงานต้องโทรไปบอกพ่อกับแม่ให้มารับตัวกลับ  ก่อนกลับพวกกลุ่มใหญ่ได้พาฉันไปหาพระ หาหมอผี หาว่าฉันโดนของ  พ่อกับแม่เสียเงินไปมากเหมือนกัน  ประวัติฉันก็เสียอีกนั่นแหล่ะ  ณ  ตอนนี้ฉันยังไม่กล้ากลับไปที่ประจวบฯอีกเลย  กลัว!

         คราวนี้แม่ตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลชลประทาน แต่เขาไม่รับรักษา ให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ฉันจึงได้มารักษากับคุณหมอ  ช่วง 3-6 เดือนแรกของการรักษา ฉันไม่รู้สึกตัวเลยว่าเป็นอย่างไร มันเหมือนความฝัน จำได้บางช่วงเวลา  พ่อ แม่ พี่สาวทุกข์ใจมาก  แต่เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  กินยาสม่ำเสมอ 

          อาการของฉันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ  ในระหว่างที่ฟื้นตัว  คุณหมอก็แนะนำให้ฉันเข้าศูนย์กิจกรรมของโรงพยาบาลศรีธัญญา อยู่ได้ 2 อาทิตย์ ก็เข้าร่วมโครงการจ้างงานผู้ป่วย 40 บาท ทำได้ประมาณ 2 เดือน คุณหมอก็ให้มาทำงานเป็นผู้ช่วยเหลือคนไข้อยู่หน้าห้องตรวจคลีนิกพิเศษ ระหว่างที่ทำงานก็เป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพของฉันที่เคยทำไม่ได้ในช่วงป่วย ให้กลับมาทำได้เหมือนดังเดิม  ทำอยู่หน้าห้องตรวจฯ ครึ่งปี  ก็ย้ายมาทำที่ศูนย์สายใยครอบครัวเป็นผู้ช่วยเลขานุการ  จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเลขานุการเต็มตัว

          มาถึงตอนนี้  ฉันได้แง่คิดว่า  หากฉันรู้ถึงสิ่งผิดปกติตั้งแต่แรกว่าฉันเป็นโรค Bipolar และรักษามาแต่เนิ่นๆ ฉันก็จะไม่สูญเสียช่วงเวลาที่ดีๆไปจากชีวิตของฉัน  แต่ฉันก็โชคดีที่ได้มาเจอคุณหมอที่ทำให้ฉันได้กลับมามีชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้ง ได้กลับมามีงานทำ ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัว สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้

edit @ 28 Jan 2009 00:58:52 by kung100

edit @ 28 Jan 2009 00:59:18 by kung100

edit @ 28 Jan 2009 01:00:24 by kung100

untitled

posted on 13 Jan 2009 20:02 by kung100

อยากให้รู้ว่าห่วงใยloveHello

 

เมื่อแฟนผมให้ไปออกเดทกับหญิงอื่น
 
 
 

  หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี
ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่ เสมอ

เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคน หนึ่ง
มันเป็นไอเดียของเธอล้วน ๆ จริง ๆ นะ

' ฉันรู้ว่าคุณรัก เธอ ' ภรรยาผมว่า

' แต่ผมรักคุณนี่ ' ผมเถียง

' ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือน กัน
'

 ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็น หม้ายมา 19 ปีแล้ว

เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแล ลูก ๆ
ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่า นั้น

 วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดู หนัง

แม่ถามว่า ' มีอะไรหรือ ? ลูกสบายดีรึเปล่า ? '

แม่ผมเป็นผู้หญิง ประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก
หรือเชิญอย่างกระทันหัน

 หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น ผมตอบแม่ ว่า '
ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพังสอง คน

แม่ลูกบ้าง '

แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า ' แม่ยินดีมากเลย จ้ะ '

 เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้น เล็กน้อย
เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็

สังเกตได้ว่า

แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้าน เรียบร้อยแล้ว

 แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุด ท้าย

พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูต สวรรค์

' แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกัน ใหญ่ '
แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ

' พวกเขารอฟังแทบไม่ไหว เลย '

 เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยม และบรรยากาศก็ อบอุ่นสบาย ๆ
มาก ๆ

แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลข หนึ่ง

หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผมต้องเป็นฝ่าย อ่าน

 เมนูอาหาร เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ ๆ เท่า นั้น
เมื่อผมอ่านเมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง

ผมเงยขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความ หลัง

' ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่าน เมนูให้ลูก ฟัง ' แม่ว่า

' งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบายๆ บ้าง ' ผมตอบ

 ในระหว่างมื้ออาหารนั้น

  เราคุยกันอย่างถูกคอ - ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร -
เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิตของเรา

เป็นยังไงทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ ทัน

 เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า ' แล้วแม่จะออกไปเที่ยว กับลูกอีกนะ

แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะ จ๊ะ '

 ผมตอบตกลง

' ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง ?' ภรรยาถามเมื่อผมกลับ ถึงบ้าน

' ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย ' ผม ตอบ

ไม่กี่วันต่อมา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบ พลัน

มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทัน เลย

 หลายวันต่อมา ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่ เคยไป

มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วยว่า

'แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ ได้
แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน

 คือลูกกับภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มาก แค่ไหน
, รักลูกจ้ะ

วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำ ว่า ' รัก '
ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการ มัน

  ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของ คุณ
จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการ คุณ

เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่ง ได้

 บางคนบอกว่า หลังจากที่คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลา ราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม

คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิม อีกต่อไป

 บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตามสัญชาติ ญาณ

  คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เก ต

บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อ

คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบขับขี่มา หมาดๆ

 บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดี เอง

  คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบ รับประกัน

บางคนบอกว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับ ลูก

คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้า ใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้านพอดิบพอดี

บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ ได้

คนนั้นไม่เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้าน เลข

 บางคนบอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคน แรก

  คนนั้นไม่เคยมีลูกห้าคน

บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอน คลอด

คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้นรถเมลไปโรงเรียนอนุบาลวัน แรก
หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ของทหาร

 
บางคนบอกว่า งานของแม่นั้นหมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้าง หนึ่งก็ยังไว้

คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ๊กกี้ให้กับเหล่า ยุวนารี
7คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอด เวลา

 บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือน ไป

คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามา อยู่ในสายใยใจของแม่

 บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลงเมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้าน ไป

  คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือหลานย่า

บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอก ท่านก็ได้

 คนนั้นไม่เยเป็นแม่คน

  โปรดส่งต่อถึงทุกคนที่เป็น
' แม่ ' และทุกคนที่มี ' แม่ '

ฝากความคิดถึง

 

edit @ 13 Jan 2009 20:19:22 by kung100

edit @ 13 Jan 2009 20:20:02 by kung100